Saturday, June 14, 2014

American Crisis's Trend and Momentum since Black Monday 1987, part 1

เขียนโดย จะเด็ด (obsuwanjaded@gmail.com)

ครั้งที่แล้ว ผมได้ บอกไปว่า เศรษฐกิจนั้นจะวิกฤติ และ แตกในที่สุดนั้นของ index แต่ละประเทศผู้นำทั้งหลายนั้น  รวม ถึง Set บ้านเรานะ จะแชร์ logic เดียวกันหมด ใน รูป ของ Trend and momentum ก่อนอื่น ผมต้องขอ โทษด้วยที่ไม่สามารถ ใช้ กราฟ ช่วง Black Monday ในปี 1987 ให้ได้ เพราะ โปรแกรมของ ผม ย้อนกลับได้ ไปสุดที่ ปี 1990 เราเลย ต้อง อ้างอิง จาก เวป http://thepatternsite.com/dj87.html นะครับ. เรามาเริ่มกันเลย,  เศรษฐกิจ นั้น จะ เกิดวิกฤติและแตก นั้น  กราฟ ใน Index นั้น จะ ประกอบ ไปด้วย สาม step ก่อน ที่ จะ เกิด วิกฤติ

Step 1 = เราสามารถ ตีเส้นเทรนเป็น Bullish Rally trendline ได้ ซึ่ง ประกอบด้วย inner trend กับ outer trend. โดยสังเกตได้จาก เทรน นั้น จะ สามารถ;วิ่ง และ ยืนระยะยาวได้มากกว่า หนึ่งปี

Step 2 = ก่อนที่ index จะเบรกเทรนลง นั้น จะเกิด รูป แบบ Reversal pattern (รูปแบบกลับตัว่ เช่น head and shoulder, double top, and etc) หรือ Sideway กรอบใหญ่ๆ ของ inner trend  และ outer trend ก่อน.  ซึ่ง การ ฟอรม ตัว นั้นจะมากกว่าหนึ่งเดือนก่อนตลาดจะเกิดวิกฤติ



Step3 = วันที่ index เบรกเทน ลง ของ outer trend นั้น. index สามารถ  ลงแล้ว ฟอรม sideway อีกรอบ  หรือ ไม่ต้อง form sideway แล้วลงแบบรุนแรงเลยก็ได้.  หลังจากนั้นแล้ว หายนะจะบังเกิด โดยส่วนใหญ่ถ้าลง แล้ว นั้น จะใช้เวลาขั้นต่ำหนึ่งปี ก่อนที่จะกลับมา เปลี่ยน เทรนอีกครั้ง

(เดี่ยวเราจะได้เห็นกราฟกันนะครับ แต่ ก่อนอื่น ต้อง บอกไว้ก่อนว่า ถ้าใครอ่านแล้ว งง ว่า ไอบ้า นี้ มัน เขียน อะไร ของมัน ไม่เป็นไรนะครับ เดี่ยวผม จะ เขียน หลักการ มองเทรน ให้ออก, อะไรคือ sideway, อะไร คือ รูปแบบกลับตัว และ ตีเทรน แบบ technical นะครับ ใน article ของ Trendline นะครับ ถัดไปครับ)






Black Monday (เนื่องจากผมโปรแกรมผมไม่สามารถวาดกลับไป ปี 1987 ได้ ผมจึงต้องนำภาพประกอบมาใช้ เพราะฉะนั้นแล้วจึงไม่สามารถอธิบายละเอียดได้นะครับในรูปนี้)


Step 1 = เส้นสีเขียว คือเส้นเทรน outer trendline ซึ่ง ปกติ แล้ว เส้นนี้ ถ้า เราตี ถูกนะนั้น  เส้น จะ คล้ายๆ SMA 100 นะครับ ถือเป็นเส้นที่อยากที่จะหลุดมาก ใน ทาง Technical analysis ส่วนเส้นสีแดงคือ เส้น inner line

Step 2 = เส้น inner trend  ได้ ทำ รูปแบบ กลับตัวแล้ว ซึ่ง ผม มอง เป็น double top  กรอบ สีแดง คือ sign ครั้งแรกว่า ก่อนที่จะหลุด inner trend และ ไปพักฐาน แบบ double top อีกครั้ง ในเส้น outer trend. นั้น กรอบ Double top ของ outler line ครั้งนี้ใช้เวลา ฟอร์ม ตัว สามเดือนๆ กว่าครับ

Step 3 = Dow Jones เบรกเทรนลง ของ outer trend จะเป็น วัน หายนะ ตั้งใจฟังดีดี นะครับ ให้นึกไว้เสมอ ว่า ส่วนใหญ่แล้ววันที่ แท่งเทียน ของ index นั้น หลุด outer trend นั้น ราคาจะไม่วิ่งลงแรก ข่าวๆ จะยังไม่ค่อยประโคม แต่ หลัง จาก นั้น ไม่เกิน สามถึงเจ็ดวัน จะลงหนักครับ การ ลง ครั้งนี้ เฉลี่ย ทั้งหมด 36% ครับ




Japanese Lost Decade 1990-2000



Step 1 = เราสามารถตี สอง trendline ได้ คือ inner trend และ outer    การวิ่งขึ้นครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ 18/11/ 1988 จนไป ถึง หลุด inner trend ใน วันที่ 16/10/1989 (วงกลม1จากทางซ้าย)และได้หลุด outer trend ใน วันที่ 10 /01/1990 (วงกลม 2 จากทางซ้าย)

Step 2= ใน inner trend กรอบสี่เหลี่ยมสีแดง ทำ รูปแบบ กลับตัว double top และ ได้ ทำ sideway แบบ ascending  ตั้ง แต่ วง กลม ที่สอง จน ถึงวงกลม ที่ สาม ถ้า เรา นับ รวม ตังแต่ วันที่ หลุด inner trend นั้น จนถึง วงกลมที่สาม จะกิน ระยะเวลา ประมาณหนึ่งปี  ซึ่งถือว่ากินเวลาเยอะมาก ใน กรอบ sideway  

Step 3 = การลงครั้งนี้ จะไม่เหมือน ตอน ช่วง Black Monday ตรงที่ว่าหลังจาก ตัด ลง จาก outer trend แล้ว นั้น Dowjones ฟอร์ม Sideway ก่อน ที่ จะ ลง แรง แต่ Black Monday นั้น หลังจากที่ หลุด outer trend นั้น ลงพรวดเลยทีเดียว .การลงครั้งนี้ ไป ทำต่ำสุดที่ 839 จุด จาก วันที่ เบรก ลง inner trend 1056 คิดเป็น 21 percent , ใช้ เวลา trend ลง รอบ นี้ หนึ่งปี กว่าๆ 


Early 2000’s crisis and Energy crisis


การ Rally ครั้งนี้ เกิดขึ้น ตั้งแต่ ปลาย ปี 1994 จน ถึง ปี 2001 ซึ่ง กินนานร่วม แปดปี แต่ ใน แปด ปี  แต่ ใน แปด ปีนี้ ไม่ได้ วิ่ง ขึ้น อย่างเดียวนะครับ มี หลุด เทรน ด้วย นะครับ แต่ ผมเอาภาพใหญ่มาเขียน นะ ครับ

Step 1 =  เราสามารถตี สอง trendline ได้ คือ inner trend และ outer    การวิ่งขึ้นครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ 08/12/ 1994 จนไป ถึง วันที่ 27/07/2001 (วงกลม1จากทางซ้าย ) ส่วน inner trend นั้น เริ่มวันที่ 10/04/1997 คนที่อ่านอยู่ตอนนี้ อาจจะ งง ว่า ทำไม ภาพนี้ ผมถึงตี inner trend แบบนี้ ผม ขอ เก็บไว้ อธิบาย ใน ตอน ที่ เขียน article การ ตีเทรน นะครับ

Step 2 = ใน inner trend กรอบสี่เหลี่ยมสีชมพู ทำ รูปแบบ กลับตัว double top ก่อนที่ จะ ไป ทำ sideway ใหญ่ ใน กรอบ สีแดง กินเวลา ทั้ง รวม สองปีกว่า หมด ก่อน ที่ จะ ตัดเทรนลง เส้น outer trend ในวันที่ 27/07/2001

Step3 = หลังจากที่ ตัดลง เส้น outer trend ที่ 3130 นั้น Dow Jones วิ่งลงแรงมาก และ มา ทำ จุดต่ำสุดที่ 2022วงกลมที่สาม คิด เป็น การ ลง 64%หลังจากหลุด outer trend. การลงครั้งนี้ใช้เวลาสองปีกว่า


พรุ่งนี้ ผมจะ ลง part 2 นะครับ ซึ่ง ประกอบไปด้วย  Hamburger crisis trend และ trend ปัจจุบัน ของ Dow jones ครับ แล้วเดี่ยวเรามาวิเคราะห็กันครับ ความน่าจะเป็น ของ เทรน ณ ปัจจุบัน

Wednesday, June 11, 2014

Back Testing แนวทางที่1

หุ้นตัวแรก SCB , from 14/04/2011 to 11/06/2014

















ผมจะแบ่งเป็นสี่ช่วงนะครับ ตาม รูป สี่เหลี่ยม ที่มี สีอันนะครับ ทั้งหมด กินเวลา 4 ปี กว่า ของ การ วิ่งราคานะครับ

ช่วงที่ 1 sideway period

วันที่ 14/04/2011 วงกลมชมพู อันที่1 เป็นวันตัดขึ้นวันแรก ตาม test นั้น ให้ ซื้อวันที่สอง การไต่ขึ้นครั้งนี้ กินระยะเวลา ถึง วันที่ 13/10/2011 ตามหลักแล้ว ณ วันที่ ซื้อ ราคา ปิดที่ 115.50 ATR อยู่ที่ 2.367 เราจะได้ stop loss ที่ 106 จาก สูตรแนวทางที่ นั้น บอกไว้ว่า ให้ถือจน เส้น 50 SMA ตัดกลับ 100SMA
เราจะเห็นว่า หลังจาก bid ที่ราคา ในวันที่ 2 นั้น ราคา วิ่งอยู่ใน กรอบ และ ทำ high ที่128.75 วงกลมชมพู อันที่2 ถึง 93.5 ราคาต่ำสุดของ กรอบที่1. ราคาที่ crossover ใน วันที่ 13/10/2014 วงกลมชมพู อันที่3 คือ 113.50
สรุป รอบนี้ ขาดทุน 2 บาท, ขาดทุน -1.7 % loss before tax (เดี่ยวเราค่อยมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียกันนะครับหลังจากจบสี่กรอบ)

ช่วงที่2 sideway period

วันที่ 14/10/2011 วงกลมชมพู อันที่1 เป็นวันตัดลงวันแรก ตาม test นั้น ให้ ซื้อวันที่สอง การไต่ลงครั้งนี้ กินระยะเวลา ถึง วันที่ 13/1/2012 ตามหลักแล้ว ณ วันที่ short ราคา ปิดที่ 113.0 ATR อยู่ที่ 4.296 เราจะได้ stop loss ที่ 117.5. จากสูตรแนวทางที่ นั้น บอกไว้ว่า ให้ถือจน เส้น 50 SMA ตัดกลับ 100SMA
เราจะเห็นว่า หลังจาก bid ที่ราคา ในวันที่ 2 นั้น ราคา วิ่งอยู่ใน กรอบ และ ทำ low ที่ 99 วงกลมชมพู อันที่2 ซึ่งเป็น low ครั้งที่ 2 ของกรอบครั้งนี้. ราคา high สุดของรอบนี้คือ 119.25  และ ราคาที่ crossover ใน วันที่ 13/10/2014 วงกลมชมพู อันที่3 คือ 112
สรุป รอบนี้ ขาดทุน 1 บาท, ขาดทุน -0.8 % loss before tax (เดี่ยวเราค่อยมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียกันนะครับหลังจากจบสี่กรอบ)

สรุป สองภาพแรกการใช้สูตรนี้ในการวิ่ง ของกรอบsideway นั้น ถือ ว่า ให้ perfrmance ไม่ดีเอาซะเลย sideway นึงกินเวลาเยอะมากในการวิ่งแต่ละครั้ง กินเวลาหลายเดือน การที่จะเล่น แล้วได้กำไรนั้น ในกรอบ sidewayเราไม่ควรที่จะใช้ สูตรนี้ นะครับ เราอาจใช้ทางเลือก อื่น เช่น time frame ที่สั้นลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ควรดูเทรนให้ออก วัด กรอบการวิ่งของราคาให้ได้ก่อน ซึ่งเดี่ยวเราจะอธิบายในเรื่อง การตีเทรนและดูกรอบการวิ่งนะครับ 

เรามาดู การวิ่งของ bullish trend กันบ้างครับ

ช่วงที่3 bullish trend กรอบสีม่วง



วันที่ 14/1/2012  เป็นวันตัดลงวันแรก ตาม test นั้น ให้ ซื้อวันที่สอง การไต่ลงครั้งนี้ กินระยะเวลา ถึง วันที่ 11/7/2013 ตามหลักแล้ว ณ วันที่ buy ราคา ปิดที่ 115.0 ATR อยู่ที่ 2.538 เราจะได้ stop loss ที่ 109 จากสูตรแนวทางที่ นั้น บอกไว้ว่า ให้ถือจน เส้น 50 SMA ตัดกลับ 100SMA เราจะเห็นว่า หลังจาก bid ที่ราคา ในวันที่ 2 นั้น ราคา วิ่งอยู่ใน กรอบ up trend ยาวข้ามปี ไม่ลงมาที่จุด stop loss เลย และ ไปตัดกันอีก วันที่ 11/07/2014 ราคา 155. การวิ่งกรอบรอบนี้ ราคา  high สุดอยู่ 182 ผมเชื่อว่าทุกคนคงจำตัวเลขที่ 182 ได้นะครับ เพราะมันพึ่งเกิดขึ้นปีที่แล้วเอง :)
สรุป รอบนี้ กำไร 40 บาท, 35 % gain before tax  ถือ 19 months  (เดี่ยวเราค่อยมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียกันนะครับหลังจากจบสี่กรอบ) 

ดี่ยวพรุ่งนี้ผมมาเขียนให้จบของช่วงที่สี่นะครับ และ บทสรุปของ การใช้ แนวทางที่ 1 เพื่อนๆคงสังเกตเห็นแล้วว่า moving average ไม่ได้เป็น เครื่องมือนำการตัดสินใจในการซื้อ แต่เป้น laggard indicator นะครับ

ใช้ Moving Average part 1

ขอขอบคุน หนังสือ Trend Following เขียนโดย Michael W Covel ในหัวข้อเรื่อง Fidelity Weath-Lab Pro
By obsuwanjaded@gmail.com

หนังสือเล่มนี้ได้สรุปและพูดถึงการเทรดตามเทรน และ pricing เป็นหนังสือ a must on shelf นะครับ วันนี้ ผมขอมาพูดเรื่อง การใช้เส้น moving average นะครับ  นักเทรดส่วนใหญ่นั้น ใช้ เส้น moving average เป้นเครื่องมือตัดสินใจ ในจังหวะซื้อขาย ผมเลยขอมาเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับจากหนังสือ นี้ และ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ

ก่อนอื่นนั้นต้องบอกเลยว่า moving average นั้น ไม่ใช่เครื่องมือ ตัวนำในการตัดสินใจซื้อ moving average นั้น เป็น laggard sign ของ การ คอนเฟริม ว่า จริง หรือ หลอก เส้น moving average นั้น จะค่อนข้างผิดพลาดเมื่อ ตลาดเป็น Sideway เพราะฉะนั้นแล้ว เราต้องเข้าใจ trend และ กรอบการวิ่งของ เทรน ถึง จะ ใช้เครื่อง มือ moving average เข้ามาช่วย

คนส่วนใหญ่นั้น จะชอบใช้ เส้น 10 25 50 ในการตัดสินใจ แต่ในหนังสือ เล่มนี้ นั้น ได้ focus แค่ สอง แนวทาง. แนวทางแรก โดยการใช้ เส้น 50 SMA และ 100 SMA ในการดู daily chart. แนวทางที่สอง ใช้เส้น 10 SMA และ 20 SMA ในการดู weekly chart.

ถึงเวลาลงลึกแล้วนะครับ ขอให้ผู้อ่าน โฟกัสนะครับ

แนวทางที่ 1
rule           1. ซื้อในวันต่อมาในตอนที่ เส้น 50 SMA ตัดขึ้นเหนือ เส้น 100 SMA
2. เมื่อซื้อแล้ว ให้ขาย ก็ต่อเมื่อ เส้น 50 SMA ตัดลง เส้น 100 SMA และให้เปลี่ยนเป็นสถานะ Short
3. Set stop loss โดยใช้ ATR indicator คูน สี่ ของ 10 days

วิเคราะห์จากประสบการณ์
ก่อนอื่นก่อน มีคนอ่านหลายคนอาจจะงง ว่า set stop loss ยังไง พอเรา เปิด ATR indicator วันนั้น โดยให้เราชี้ไปแท่ง เทียนของวันนั้น ค่า ATR จะ โชว์ ออก มา ตัวอย่างเช่น วันที่ 14 มีนาคม 2014 ราคาหุ้น บ้านไก่ อยู่ที่ 25 atr อยู่ที่ 0.5 วิธทำ คือ ให้เรา เอา 0.5 คูณ 4 =2 เพราะฉะนั้น stop loss ของเรา คือ 23 บาท ครับ
ส่วนตัวนั้น ต้อง ขอบอกเลย ว่า เมื่อเรา ขาย แล้ว ผมไม่เห็นด้วย ให้ เปิด short position เพราะ ว่า ความเสี่ยงสูงมาก เพราะใน candlesticks แล้ว นั้น จริงๆ ต้องรอดู สองวัน ถ้า อีกสองวันทำแท่ง กลับตัวพร้อมด้วยวอลุ่ม หรือ Hammer ยาวๆ นั้น โอกาสที่ หุ้นจะกลับไป วิ่งไต่ ใหม่ มีโอกาสเยอะมากครับ

เดี่ยวพรุ่งนี้กลับมาเขียน การดู ของ weely chart นะครับ